Cookie notice

We use cookies and similar technologies to measure traffic and improve your experience.

คู่มือฉบับสมบูรณ์: การขอวีซ่า Non-Immigrant B เพื่อเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย

April 15, 2026 634 ครั้ง
คู่มือฉบับสมบูรณ์: การขอวีซ่า Non-Immigrant B เพื่อเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย

การเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทยเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้น แต่ต้องอาศัยความเข้าใจในขั้นตอนทางกฎหมายอย่างละเอียด วีซ่าประเภท Non-Immigrant B คือพื้นฐานสำคัญที่ชาวต่างชาติต้องมีเพื่อประกอบกิจการและขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

1. ทำความรู้จักกับวีซ่า Non-Immigrant B

วีซ่าประเภทนี้มีไว้สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการทำงาน ดำเนินธุรกิจ หรือลงทุนในไทย โดยทั่วไปหากเป็นผู้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ คุณจะได้รับวีซ่าแบบ Single-Entry (เดินทางเข้าได้ครั้งเดียว) ซึ่งมีอายุการพำนัก 90 วัน เพื่อใช้เวลาในช่วงนี้ดำเนินการจดทะเบียนบริษัทและขอใบอนุญาตทำงาน


2. เงื่อนไขเบื้องต้น: การจดทะเบียนบริษัท

ก่อนที่จะยื่นขอวีซ่าในนามธุรกิจของคุณ คุณต้องจัดตั้งนิติบุคคลให้เรียบร้อยเสียก่อน:

  • สัดส่วนการถือหุ้น: โดยทั่วไปบริษัทจำกัดในไทยต้องมีคนไทยถือหุ้นอย่างน้อย 51% และชาวต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% (ยกเว้นกรณีได้รับการส่งเสริมจาก BOI หรือสนธิสัญญาพิเศษ)

  • ทุนจดทะเบียน: เพื่อรองรับการขอใบอนุญาตทำงาน 1 ตำแหน่ง บริษัทต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 2 ล้านบาท และต้องชำระค่าหุ้นเต็มจำนวน

  • พนักงานคนไทย: กฎหมายกำหนดสัดส่วน พนักงานไทย 4 คน ต่อพนักงานต่างชาติ 1 คน (คุณ)


3. เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอวีซ่า

การยื่นขอวีซ่ามักทำที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในต่างประเทศ (เช่น เวียงจันทน์, ปีนัง หรือประเทศต้นทางของคุณ)

เอกสารส่วนตัว:

  • หนังสือเดินทาง: ต้องมีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 6 เดือน และมีหน้าว่างอย่างน้อย 2 หน้า

  • แบบฟอร์มคำขอ: กรอกข้อมูลและลงลายมือชื่อให้ครบถ้วน

  • รูปถ่าย: รูปถ่ายสีขนาด 4x6 ซม. จำนวน 2 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)

  • หลักฐานการเงิน: รายการเดินบัญชีธนาคารเพื่อแสดงว่ามีค่าใช้จ่ายเพียงพอในระหว่างพำนัก

เอกสารบริษัท (Business Bundle):

  • หนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท: คัดสำเนาจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)

  • บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น: (บอจ. 5)

  • หนังสืออธิบายรายละเอียดธุรกิจ: ระบุประเภทกิจการและแผนการดำเนินงาน

  • ใบอนุญาตประกอบกิจการ: หากธุรกิจนั้นต้องมีใบอนุญาตเฉพาะ (เช่น ท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, แอลกอฮอล์)

  • แผนที่และรูปถ่ายสถานประกอบการ: รูปถ่ายที่เห็นชื่อบริษัทชัดเจน สภาพสำนักงาน และพนักงานขณะทำงาน (สำคัญมากเพื่อยืนยันว่าธุรกิจมีการดำเนินการจริง)

  • เอกสารภาษี: ภ.พ. 20 (ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม) และเอกสารการเสียภาษีล่าสุด (หากเริ่มดำเนินการแล้ว)


4. ขั้นตอนการดำเนินการ (Step-by-Step)

ขั้นตอนที่ 1: จดทะเบียนนิติบุคคล

จดทะเบียนบริษัทที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กำหนดชื่อกรรมการและทุนจดทะเบียน ควรปรึกษาสำนักงานบัญชีหรือทนายความในขั้นตอนนี้

ขั้นตอนที่ 2: ยื่นขอวีซ่า Non-B

เดินทางไปยังสถานทูตหรือสถานกงสุลไทย พร้อมยื่นเอกสารบริษัทและ จดหมายเชิญ จากบริษัทของคุณเอง (ลงนามโดยกรรมการไทยหรือตัวคุณเองหากมีอำนาจลงนาม)

ขั้นตอนที่ 3: เดินทางเข้าไทยและพำนัก 90 วัน

เมื่อได้รับวีซ่าและเดินทางเข้าประเทศไทย คุณจะมีเวลา 90 วันในการดำเนินการเรื่องใบอนุญาตทำงานและเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

ขั้นตอนที่ 4: ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)

วีซ่าช่วยให้คุณพำนักได้ แต่ใบอนุญาตทำงานคือสิ่งที่อนุญาตให้คุณทำงานได้จริง ยื่นคำขอที่กระทรวงแรงงาน โดยต้องแนบวุฒิการศึกษาหรือประวัติการทำงานเพื่อพิสูจน์ความเชี่ยวชาญ

ขั้นตอนที่ 5: การต่ออายุวีซ่าเป็น 1 ปี

ในช่วงท้ายของวีซ่า 90 วัน ให้ยื่นขอ Extension of Stay เป็นเวลา 1 ปี โดยต้องแสดงหลักฐานว่าบริษัทมีการส่งภาษีและมีการจ้างงานพนักงานไทยตามเกณฑ์


5. ข้อควรระวังและปัจจัยสู่ความสำเร็จ

  • สถานที่ตั้งสำนักงาน: สถานทูตและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองมักไม่ยอมรับ "Virtual Office" คุณต้องมีที่ตั้งทางธุรกิจที่ตรวจสอบได้จริง

  • การจดทะเบียน VAT: บริษัทต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อใช้ประกอบการขอใบอนุญาตทำงาน

  • ความช่วยเหลือจากมืออาชีพ: กฎหมายเข้าเมืองไทยมีการปรับปรุงบ่อยครั้ง การทำงานร่วมกับสำนักงานกฎหมายหรือเอเจนซี่วีซ่าที่มีชื่อเสียง (โดยเฉพาะในพื้นที่อย่าง พัทยา หรือกรุงเทพฯ) จะช่วยลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธเอกสาร


ตารางสรุปเกณฑ์สำคัญ

รายการรายละเอียด
ประเภทวีซ่าNon-Immigrant B (เบื้องต้น 90 วัน)
ทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ2,000,000 บาท
สัดส่วนพนักงานไทย 4 : ต่างชาติ 1
ใบอนุญาตทำงานจำเป็นต้องมีเพื่อทำงานอย่างถูกกฎหมาย
การต่ออายุสามารถต่อได้ครั้งละ 1 ปี เมื่อผ่านเกณฑ์

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นโครงสร้างเบื้องต้น ขั้นตอนปฏิบัติอาจแตกต่างกันไปตามสถานทูตหรือสถานกงสุลแต่ละแห่ง ควรตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการของกระทรวงการต่างประเทศอีกครั้งครับ